ประวัติคุณพ่อเรย์

ประวัติคุณพ่อเรย์

  ประวัติย่อ ของ บาทหลวงเรย์มอนด์ อัลลีน เบรนนัน หรือ คุณพ่อเรย์มอนล์ แอลลีน เบร็นนันชายผู้ยิ้มเสมอ หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า “พ่อเรย์” เป็นชาวอเมริกันเชื้อสายไอริซ เป็นบุตรคนที่ 2 ในจำนวนพี่น้อง 3 คน พี่ชายท่านเป็นพระสงฆ์ชื่อ บาทหลวง ดอน เบร็นนัน ส่วนน้องสาวแต่งงานมีครอบครัวแล้ว ชื่อ ชาร์รอน เบร็นนัน พาร์เทล ทั้งพี่ชายและน้องสาวอยู่ที่สหรัฐอเมริกา ท่านเกิดเมื่อวันที่ 7 ธันวาคม ค.ศ.1932 (พ.ศ.2475) ที่ชิคาโก มลรัฐอิลลินอยส์ ประเทศสหรัฐอเมริกา เมืองที่ท่านและครอบครัวอาศัยอยู่ เป็นแหล่งความเจริญทางด้านเกษตรกรรมและอุตสาหกรรม ชีวิตในวัยเด็กของท่านอยู่ในบรรยากาศของครอบครัวคาทอลิกที่เคร่งครัด ท่านสนใจศึกษาในเรื่องของศาสนา และปรัชญา

         วันที่ 2 สิงหาคม ค.ศ.1954 (พ.ศ.2497) ท่านได้ตัดสินใจ เข้าบ้านเณรของคณะพระมหาไถ่ โดยได้รับแรงบันดาลใจอย่างมากจากคณะพระมหาไถ่ และจากความเชื่อความศรัทธา ที่ได้รับการหล่อหลอมปลูกฝังจากครอบครัว

        จากกระแสเรียกที่เกิดขึ้นนั้นไม่น่าสงสัยเลยว่าพระเป็นเจ้าได้ทรงมีแผนการจัดเตรียมท่านมาเป็นมิชชั่นนารีในประเทศไทย ท่านได้ดำเนินชีวิตสามเณรในสามเณราลัยใหญ่ ที่เคริกวู๊ด มลรัฐมิซูรี่ ผู้ดูแลระเบียบของสามเณรคุมเข้มความคิดอันเป็นอิสระของท่าน อย่างไรก็ตาม ท่านมีความนอบน้อมต่อผู้ใหญ่เสมอ ผู้ใหญ่ที่ดูแลรู้จักทั้งข้อดีข้อเสียของท่านเป็นอย่างดี อีกทั้งยังแนะนำให้ท่านได้ดำเนินชีวิตเข้าสู่ฐานะอันสมบูรณ์แบบของชีวิตนักบวช พระสงฆ์ 2 ท่านที่ได้ช่วยส่งเสริมสนับสนุนนำทางท่านในช่วงปีแห่งการศึกษาพระคัมภีร์ คือ บาทหลวง โจ พาวเวอร์ โดยเป็นพระสงฆ์พี่เลี้ยง ต่อมาได้กลายเป็นเพื่อนแท้และชื่นชมในตัวของท่านมาก พระสงฆ์ท่านที่ 2 คือ บาทหลวง เกริกส์ ลาเฮห์ ซึ่งเป็นเพื่อนร่วมชั้นเรียนที่แสนดี ที่โอโคโนโมวอด

        จากนั้นอีก 1 ปี ในขั้นโววิส และขั้นก่อนเป็นพระสงฆ์ ที่เดอโซโต้ มลรัฐมิซูรี่ เป็นช่วงเวลาที่มีความสุขที่สุดในชีวิตของท่าน เช่นเดียวกับนักบวขท่านอื่น ๆ ของคณะพระมหาไถ่ ในที่สุดก็เข้าระดับการศึกษาตรรกศาสตร์ และจิตวิทยา ตลอดจนการฝึกอบรมอย่างหนักเป็นเวลา 6 ปี ที่ โอโคโนโมวอค มลรัฐวินคอนซิล และช่วงฝึกอีก 6 เดือน ที่เซนต์หลุยส์ มลรัฐมิซูรี่ และได้รับการบวชเป็นพระสงฆ์ สังกัดคณะพระมหาไถ่ ในวันที่ 2 กรกฎาคม ค.ศ. 1959 (พ.ศ.2502)

        ก่อนที่ท่านจะได้รับการส่งตัวไปปฎิบัติ หน้าที่แรก คืองานมิชชั่นนารีในประเทศไทยที่ห่างไกลจากบ้านนั้น ท่านได้มีโอกาสกลับบ้านเพื่อบอกข่าวที่ท่านถูกส่งตัวไปเป็นมิชชั่นนารีในต่างประเทศ ให้กับครอบครัวได้ทราบ คำกล่าวของคุณแม่ของท่านได้ทำความประหลาดใจให้แก่ท่านเป็นอย่างมาก เพราะแทนที่คุณแม่ของท่านจะเศร้าโศกเสียใจ ตามที่ท่านคาดคิดว่าจะต้องเป็นเช่นนั้น แต่คุณแม่ของท่านเพียงแต่พูดกับท่านว่า “แม่ทราบดีว่า พระเจ้าทรงมีพระประสงค์เช่นนั้น..ลูกเป็นเด็กคนเดียวในครอบครัวที่ชอบกินข้าว”

         ปี ค.ศ.1961 (พ.ศ.2504) ท่านได้เดินทางมาประเทศไทย และได้รับมอบหมายงานครั้งแรกในภาคอีสาน ซึ่งประเทศไทยในเวลานั้นเริ่มใช้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับแรกสภาพความเป็นอยู่ทั่วไปของประชาชนมีความยากไร้การคมนาคมไม่สะดวก สภาพปัญหาด้านสาธารณสุข ขาดแคลนน้ำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเขตภาคอีสานการปกครองอยู่ภายใต้การนำของทหาร และมีความตรึงเครียดตามเขตชายแดน อันเนื่องมาจากสงคราม พื้นที่ภาคอีสานซึ่งเป็นเขตพื้นที่สีชมพู ภารกิจที่ท่านได้รับคือ การช่วยเหลือผู้อพยพชาวกันพูชา พม่า และเวียดนาม ทำให้ท่านต้องเรียนรู้ภาษาไทย ภาษาลาว และภาษาอื่นๆ เพื่อใช้ในการติดต่อพูดคุยกับคนเหล่านั้น ท่านต้องทำงานอย่างหนักร่วมกับทหารสหรัฐอเมริกา เพื่อช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ และชาวบ้านผู้ยากจน ครั้งหนึ่งท่านได้เล่าประสบการณ์ในชีวิตของท่านช่วงนั้นบนความเชื่อ และความศรัทธา แม้จะเป็นเรื่องที่ขัดแย้งกับความคิดของท่านเอง มีบริเวณแห่งหนึ่งทางภาคอีสานซึ่งกำลังประสบกับความยากลำบากแห้งแล้ง ขาดแคลนน้ำ ชาวบ้านคริสตชนต่างมาขอให้ท่านได้อธิษฐานภาวนาขอฝน ท่านได้นำบรรดาชาวบ้านคริสตชนเข้าไปอธิษฐานภาวนาในโบสถ์ที่ถูกสร้างขึ้นมา ท่านนำพวกเขาเดินมาตามโบสถ์ จนออกมานอกบริเวณตัวอาคาร และเดนไปรอบๆ ตัวโบสถ์ ขณะที่ทุกคนกำลังเดินตามท่านนั้น “ฝนก็เริ่มตกลงมา” นอกจากนั้นท่านได้เป็นผู้ริเริ่มโครงการ “ธนาคารข้าว” สำหรับชาวนาผู้ยากจน ที่ซึ่งพวกเขาสามารถนำผลผลิตหลังจากเก็บเกี่ยวเข้ามาจำนำ และนำเงินออกมาใช้ก่อนที่ผลผลิตจะออกสู่ตลาด ทำให้ชาวนาสามารถขายข้าวได้ในราคาที่สูงขึ้น และท่านยังได้ริเริ่มให้มีโครงการ “ไหมไทย” โดยให้การสนับสนุนชาวบ้านปลูกต้นหม่อนเพื่อเลี้ยงตัวไหม จนทำให้โครงการนี้ประสบความสำเร็จในเวลาต่อมา

        ปี ค.ศ.1972 (พ.ศ.2515) ท่านได้รับการขอร้องให้ไปช่วยงานที่วัดเซนต์นิโคลัส พัทยา เป็นการชั่วคราว และเช้าวันหนึ่งเมื่อท่านเปิดประตูโบสถ์ก็พบว่า มีเด็กแบเบาะถูกทิ้งไว้ที่หน้าบันได ท่านไม่ทราบว่าจะทำอย่างไร จึงเลี้ยงดูเด็กไว้ โดยถามเพื่อนๆ ว่า “จะให้นมอย่างไร เปลี่ยนผ้าอ้อมอย่างไร” ข่าวการเลี้ยงดูเด็กได้แพร่กระจายออกไป ทำให้มีคนนำเด็กมามอบให้ท่านมากขึ้น ซึ่งส่วนมากเป็นผลมาจากการเข้ามาตั้งฐานทัพของทหารสหรัฐที่สัตหีบ ในระหว่างสงครามเวียตนาม พัทยาได้กลายเป็นแหล่งที่นิยมของทหารอเมริกัน จี.ไอ. ผู้ซึ่งเดินทางมาพักผ่อนและคลายเครียด ในที่สุด ท่านก็ได้ตั้งสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า หรือ มูลนิธิสงเคราะห์เด็ก พัทยา ที่ได้ทำการจดทะเบียนเป็นมูลนิธิสงเคราะห์เด็ก พัทยา ภายใต้การดูแลของสังฆมณฑลจันทบุรี

        ครั้งหนึ่งท่านเล่าว่า ช่วงเริ่มต้นใหม่ๆ ท่านต้องขับรถไปเก็บเงินจากกล่องรับบริจาคที่วางไว้ตามโรงแรมต่าง ๆ ทุกวัน ทั้งเช้าและเย็น ก่อนที่จะกลับถึงบ้าน ก็จะแวะซื้อนมและของใช้ที่จำเป็นต่าง ๆ ท่านทำเช่นนี้เป็นเวลาหลายปีติดต่อกัน จนกว่าที่จะมีทุนเพียงพอขยายงานได้ และหลายต่อหลายครั้งที่ท่านจะต้องเดินทางเพื่อกล่าวสุนทรพจน์นั่งตอบจดหมาย ต้อนรับแขกในห้องทำงานเล็กๆ สิ่งเหล่านี้เป็นภารกิจประจำวัน ตลอดชีวิตของท่านท่านดีใจมากเมื่อมีคนมาเยี่ยม และได้ช่วยเหลือลูกๆ ของท่าน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อวันที่ 21 กันยายน ค.ศ.1995 (พ.ศ.2538) สมเด็จพระราชินีฟาบิโอลา แห่งเบลเยี่ยม พร้อมด้วยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้ทรงเสด็จมาเยี่ยมชมกิจการของมูลนิธิฯ ทำให้ท่านเบิกบานใจและมีกำลังใจขึ้นอีกมาก