Blog

  • คนพิการฟ้องเรียกค่าเสียหายจาก กทม กรณีไม่สามารถใช้บริการรถไฟฟ้า บีทีเอส ได้

    คนพิการฟ้องเรียกค่าเสียหายจาก กทม กรณีไม่สามารถใช้บริการรถไฟฟ้า บีทีเอส ได้

    เมื่อวันที่ ๒๐ มกราคม ๒๕๖๐ ที่การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย ( ลาดพร้าว ) ได้มีการรวมตัวกันของกลุ่มภาคีเครือข่ายขนส่งมวลชนคนพิการทุกประเภทเพื่อเป็นการเรียกร้องค่าเสียหายจาก กทม ซึ่งเกิดจากการไม่รับผิดชอบในหน้าที่และการทำงานที่ไม่มีประสิทธิภาพของโครงการรถไฟฟ้า บีทีเอส ที่ไม่มีการติดตั้งลิฟท์และอุกรณ์อำนวยความสะดวกสำหรับผู้พิการทุกประเภทบนรถไฟฟ้า ฯ ทั้ง ๒๓ สถานี และประเด็นนี้ได้รับความสนใจจากสื่อมวลชนทุกแขนงทั่วทั้ง กทม เป็นอย่างมาก
    นายธีรยุทธ สุคนธวิท ประธานกลุ่มภาคีเครือข่ายขนส่งมวลชนทุกคนต้องขึ้นได้ ( T๔A ) นำกลุ่มคนพิการกว่า 60 ชีวิตมารวมตัวกันที่สถานีรถไฟฟ้าใต้ดินลาดพร้าว และเตรียมเดินทางไปยังศาลแพ่ง ถ.รัขดาภิเษกเพื่อทำการยื่นฟ้องต่อศาลเรียกร้องค่าเสียหายทางแพ่ง หลัง กทม ริดรอนสิทธิขั้นพื้นฐานของผู้พิการไม่สร้างลิฟท์ที่รถไฟฟ้า บีทีเอส เพื่อเอื้อประโยชน์ในการเดินทางทำให้ต้องมีค่าใช้จ่ายเพิ่มมากขึ้น ด้านนายธีรยุทธได้ให้สัมภาษณ์แก่ผู้สื่อข่าวว่า ก่อนหน้านี้ทางกลุ่ม ฯ เคยยื่นต่อศาลให้ทาง กทม ดำเนินการก่อสร้างลิฟท์และสิ่งอำนวยความสะดวกที่จำเป็นสำหรับผู้พิการที่สถานีรถไฟฟ้าบีทีเอสเพราะเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่ควรได้รับอย่างเท่าเทียมซึ่งศาลปกครองสูงสุดได้มีคำสั่งลง ณ.วันที่ ๒๑ ม.ค. ๕๘ โดยมีเนื้อความย่อว่า ให้ กทม จัดทำลิฟท์ขึ้นลงสำหรับผู้พิการที่สถานีรถไฟฟ้าบีทีเอสทั้ง ๒๓ สถานีให้จัดทำอุปกรณ์อำนวยความสะดวกสำหรับผู้พิการให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลา ๑ ปี ผ่านมาเกือบ ๒ ปี จากการตรวจสอบของสมาชิกพบว่ามีการดำเนินการก่อสร้างเพียง ๕ สถานีเท่านั้น
    วันนี้จึงมีการรวมตัวกันเกิดขึ้นเพื่อมายื่นฟ้องต่อศาลในฐานละเมิดทำให้สิทธิผู้พิการถูกริดรอนและทำให้มีภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มมากขึ้นโดยเฉลี่ยตกถึงวันละ 1,000 บาท นับตั้งแต่วันครบกำหนดตามคำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ให้ กทม ชดใช้ค่าเสียหายที่เกิดขึ้นพร้อมกันนี้ได้มีการอ่านคำแถลงข้อเรียกร้องและความต้องการของกลุ่มคนพิการเกี่ยวกับกรณีที่เกิดขึ้น โดยการฟ้องในครั้งนี้ไม่ได้ต้องการผลแพ้หรือชนะแต่ทว่าต้องการให้ตระหนักถึงสิทธิขั้นพื้นฐานของคนพิการที่ควรมี และในขณะเดียวกันด้านนายสนธิพงษ์ มงคลสวัสดิ์ ทนายความประจำกลุ่ม ฯ เปิดเผยต่อผู้สื่อข่าวว่า จะฟ้องเรียกค่าเสียหายจาก กทม เป็นเงินจำนวน 1,000 บาทต่อคน ต่อวัน โดยนับตั้งตั้งแต่วันที่ ๒๑ ม.ค. ๕๙ ซึ่งเป็นวันครบกำหนดที่ศาลมีคำสั่งให้ กทม สร้างลิฟท์ให้ครบทุกแห่งจนถึงวันฟ้องคือ ๒๐ ม.ค. ๖๐ โดยในขณะนี้สามารถรวบรวมรายชื่อผู้พิการร่วมฟ้องได้ ๙๘ รายชื่อแล้วซึ่งคดีนี้เป็นการฟ้องแบบที่มีผู้เสียหายเป็นกลุ่มโดยในอนาคตผู้พิการที่ได้รับผลกระทบจากกรณีดังกล่าวสามารถมาร่วมยื่นฟ้องเพิ่มเติมได้ที่ติดต่อ : ภาคีเครือข่ายขนส่งมวลชนทุกคนต้องขึ้นได้ ( T๔A ) โทร คุณธีรยุทธ สุคนธวิท ๐๘๑-๘๐๙ ๔๒๐๒ , โทร คุณมานิตย์ อินทร์พิมพ์ ๐๘๒ – ๓๓๕๕๐๓๑
    : https://www.facebook.com/Transportation4all

  • บุญร้อยวัน มหาไถ่รวมใจ ถวายในหลวง ร.๙

    บุญร้อยวัน มหาไถ่รวมใจ ถวายในหลวง ร.๙

    เมื่อวันที่ ๒๑ มกราคม ๒๕๖๐ เวลา ๑๓.๐๐ น. ณ ศูนย์ประชุมมหาไถ่ ในศูนย์คณะพระมหาไถ่ พัทยา ภายในมูลนิธิพระมหาไถ่เพื่อการพัฒนาคนพิการ ได้มีพิธีถวายบูชามหามิสซาเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศ รัชกาลที่ ๙ โดยบาทหลวง ดร.พิชาญ ใจเสรี ประธานมูลนิธิพระมหาไถ่ ฯ เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ ได้นำคณะผู้บริหาร พนักงานและนักเรียนในสังกัดโรงเรียนอาชีวพระมหาไถ่รวมถึงศิษย์เก่าจำนวนกว่า ๓๐๐ คนเข้าร่วมพิธีในครั้งนี้ ซึ่งภายในพิธีการงานวันนี้จะแบ่งออกเป็น ๒ ช่วงด้วยกัน
    ภายในพิธีการได้รับเกียรติจาก พลเอกพิศาล วัฒนวงษ์คีรี ที่ปรึกษามูลนิธิพระมหาไถ่เพื่อการพัฒนาคนพิการ และนายนริศ นิรามัยวงศ์ นายอำเภอบางละมุง ให้เกียรติเป็นประธานฝ่ายฆราวาส โดยบรรยากาศภายในงานบาทหลวง ดร.พิชาญ ใจเสรี ประธานมูลนิธิพระมหาไถ่ ฯได้นำคณะสงฆ์เดินเข้าบริเวณภายในพิธิและได้ทำการสวดนำตามพระคัมภีร์ที่ได้เตรียมมา พร้อมกันนี้ทุกท่านที่อยู่ภายในงานก็ได้กล่าวตามคำท่าน ซึ่งบางช่วงบางตอนจะเป็นการเล่นดนตรีและร้องเพลงสด ๆ สลับกับพิธีการที่พระสงฆ์กำลังทำพิธีอยู่ เนื่องจากเป็นพิธีกรรมทางศาสนาคริสต์ซึ่งแต่ละศาสนาก็ทำพิธีแตกต่างกันไป นอกจากนี้ยังได้ให้ผู้เข้าร่าวมพิธียืนสงบนิ่งเพื่อไว้เป็นการไว้อาลัยเป็นเวลา ๙๐ วินาที และร้องเพลงสดุสดีมหาราชาเพื่อถวายความอาลัยเพื่อเป็นการแสดงออกถึงความจงรักภักดีต่อพระองค์ท่านและเพื่อเป็นการน้อมลำรึกในพระมหากรุณาธิคุณหาที่สุดมิได้ ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ฯ รัชกาลที่ ๙ หลังจากเสร็จสิ้นพิธีการทางสงฆ์แล้วทางคณะผู้บริหารได้จัดกิจกรรม “ มหาไถ่รวมใจ สร้างสรรค์มติใหม่ เพื่อชีวิตและสังคม ” เพื่อเป็นการนำเสนอแนวคิดในหัวข้อ “ ทำไมมหาไถ่ต้องมีธุรกิจเพื่อสังคม ” โดยจะใช้เวลาอธิบายข้อมูลต่าง ๆ ของแต่ละท่านประมาณ ๕ นาที ต่อมาทางมูลนิธิ ฯ ได้จัดให้มีการปลูกต้นไม้ใหญ่ซึ่งเป็นต้นไม้มงคลจำนวน ๙ ต้น ปลูกเพื่อเป็นการถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระองค์ท่าน และเป็นการประดับรอบบริเวณทางเข้ามูลนิธิ ฯ ทั้งสองฝั่งซ้ายขวาทั้งนี้เพื่อความเป็นสิริมงคลต่อสถานที่และผู้อยู่อาศัยรวมไปถึงอนาคตต้นไม้มงคลที่ทุกท่านร่วมกันปลูกในวันนี้ยังให้ความร่มรื่นและร่มเย็นตามธรรมชาติ รวมถึงต้นไม้ทั้ง ๙ ต้นนี้จะเป็นสัญลักษณ์ให้เราชาวมูลนิธิพระมหาไถ่ ฯ ได้ลำรึกถึงว่าต้นไม้มงคลนี้เป็น” ต้นไม้ของพ่อ ” ที่เกิดจากการร่วมมือร่วมใจและความสามัคคีของหมู่คณะที่อยู่ในองค์กรเดียวกันภายหลังเสร็จสิ้นกิจกรรมการปลูกต้นไม้ทุกท่านที่อยู่ภายในงานวันนี้ได้ร่วมกันถ่ายภาพหมู่เพื่อเป็นที่ระลึก
    ( ช่วงเย็น ) เป็นการรวมตัวของศิษย์เก่าของโรงเรียนอาชีวพระมหาไถ่ที่จบการศึกษาจากสถาบันแห่งนี้ไปแล้วและจะกลับมารวมตัวกันอีกครั้งโดยมีกำหนดการพบปะกันปีละครั้งเนื่องจากแต่ละคนต้องมีหน้าที่การงานที่ต้องรับผิดชอบ โดยกิจกรรมตอนเย็นนั้นเป็นการออกบูธอาหารและเครื่องดื่มซึ่งศิษย์เก่าแต่ละท่านก็จะนำอาหารมาร่วมกันเพื่อแจกจ่ายแบ่งปันให้แก่บรรดาเพื่อน ๆ และแขกผู้ที่เข้าร่วมงานซึ่งจะเป็นการออกบูธอาหาร ๔ ภาคโดยจะจัดเป็นรูปแบบบุบเฟ่ต์กาล่าดินเนอร์ซึ่งมีอาหารความ หวานมากมายหลายอย่าง อาทิเช่น หอยทอย,ผัดไทย,ข้าวมันไก่,ขนมจีนน้ำยา,ก๋วยเตี๋ยว ฯ โดยบรรยากาศภายในงานช่วงนี้เป็นไปอย่างชื่นมื่นและเต็มเปลี่ยมไปด้วยรอยยิ้มของผู้ให้และผู้รับซึ่งเป็นภาพที่ทุกคนมีแต่ความสุข สุนกสนาน และภายในงานมีการเล่นกีต้าร์และร้องเพลงเพื่อเป็นการขับกล่อมผู้ที่เข้าร่วมงานรวมถึงมีการแสดงของเด็กนักเรียนของหมู่บ้านเด็กพระมหาไถ่ พัทยา ซึ่งการแสดงแต่ละชุดนั้นเด็กแต่ละคนทำหน้าที่ได้ดีมากโดยเฉพาะการแสดงชุด “ เล่าสู่หลานฟัง ” ทำเอาผู้ชมที่ดูอยู่ด้านล่างบางท่านถึงกับอินและน้ำตาคลอเบ้าไปตาม ๆ กันเนื่องจากบทบาทการแสดงของน้อง ๆ แต่ละคนเล่นได้สมจริงอย่างกับนักแสดงมืออาชีพ และต่อด้วยการร่วมกันร้องเพลงเทิดพระเกียรติ “ เพลงต้นไม้ของพ่อ ” และ “ เพลงของพ่อ ” เพื่อเป็นการน้อมลำรึกในพระมหากรุณาธิคุณหาที่สุดมิได้ ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ฯ รัชกาลที่ ๙

  • ศูนย์เทคโนโลยีอุปกรณ์ เพื่อคนพิการ แห่งแรกในประเทศไทย

    ศูนย์เทคโนโลยีอุปกรณ์ เพื่อคนพิการ แห่งแรกในประเทศไทย

    เปิดศูนย์เทคโนโลยีอุปกรณ์ เพื่อคนพิการ แห่งแรกในประเทศไทย ที่โรงเรียนอาชีวพระมหาไถ่ หนองคาย นายอดุลย์ แสงสิงแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนา สังคมและความ มั่นคงของมนุษย์ (เพิ่มเติม…)